ทรงพระเจริญ รัชกาลที่ 10
ทรงพระเจริญ รัชกาลที่ 10
Search
ติดตามเรา
ที่เที่ยวอินเทรนด์
ที่กินติดดาว
ที่พักอินเทรนด์

คุณเคยรู้มั้ยว่า.. พระพุทธรูปประจำปีเกิด ของคุณเป็นปางอะไร ???

เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยรู้ว่า พระพุทธรูปประจำปีเกิด ใน 12 ปีนักษัตร ของตัวเองเป็นพระพุทธรูปปางอะไร วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝาครับ และยังมีเรื่องราวประวัติของพระพุทธรูปแต่ละปางเสริมให้เป็นความรู้อีกด้วย

 

พระประจำปีชวด : ปางโปรดอาฬวกยักษ์

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายอยู่บนพระเพลา(ตัก) พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) จีบนิ้วพระหัตถ์ เป็นกิริยาทรงแสดงธรรม เป็นลักษณะเดียวกับปางปฐมเทศนา บางแบบพระหัตถ์ซ้ายวางบนพระชานุ (เข่า)

 

ความเป็นมา เมื่อครั้งเจ้าผู้ครองนครอาฬวี ชอบล่าสัตว์เป็นกิจวัตร พลัดหลงเข้าไปพักใต้ต้นไทรซึ่งเป็นเขตหวงห้ามของอาฬวกยักษ์ ถูกจับเพื่อกินเป็นอาหาร จึงขอให้ปล่อยตัวกลับและสัญญาจะส่งคนมาให้กินวันละหนึ่งคน เมื่อนักโทษหมดก็ส่งเด็กให้วันละคน ต่อมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทราบด้วยพระญาณ จึงได้เสด็จไปยังที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ แล้วแสดงธรรมโปรดจนอาฬวกยักษ์ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน

 


 

พระประจำปีฉลู : ปางโปรดพุทธมารดา

 


พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบทประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) บางแบบวางบนพระชานุ (เข่า) พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) จีบนิ้วพระหัตถ์ บางแบบงอนิ้วพระหัตถ์

 

ความเป็นมา หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้ว ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อแสดงพระธรรมเทศนาอภิธรรมโปรดพุทธมารดา ซึ่งไปบังเกิดเป็นเทพบุตร ณ สวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อตอบแทนพระคุณ พุทธมารดาได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน หลังจากออกพรรษา พระพุทธเจ้าจึงเสด็จลงจากสวรรค์ โดยเสด็จลงที่ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะ ประชาชนที่เฝ้ารออยู่ได้พบเห็นต่างก็มีความปลื้มปิติ จึงจัดอาหารใส่บาตรทั้งของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ที่มารอรับเสด็จอยู่ จึงเกิดมีประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะกันจนกระทั่งทุกวันนี้

 


 

พระประจำปีขาล : ปางโปรดพกาพรหม

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบทยืน บนเศียรพกาพรหมซึ่งประทับหลังโคอุสุภราช พระหัตถ์ทั้งสองวางบนพระเพลา (ตัก) บางแบบพระหัตถ์ประสานกันอยู่บนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย ทอดพระเนตรลงเบื้องต่ำอยู่ในอาการสังวร

 

ความเป็นมา ท้าวพกาพรหมมีความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นของเที่ยงแท้ไม่แปรผัน ซึ่งขัดต่อคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่าสรรพสิ่งย่อมไม่เที่ยง เป็นไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พระพุทธองค์โปรดให้ท้าวพกาพรหมแสดงฤทธิ์โดยให้ไปซ่อนตัว แต่ไปซ่อนที่ใดพระพุทธองค์ก็ทรงทราบ ต่อมาพระพุทธองค์ทรงทำปาฏิหาริย์อันตรธารหายไป และทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้ได้ยินแต่พระสุรเสียงและทรงตรัสว่ากำลังเดินจงกรมอยู่บนเศียรของท้าวพกาพรหม ท้าวพกาพรหมหมดทิฐิมานะ จึงตั้งใจฟังธรรมเทศนาจนได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบัน

 


 

พระประจำปีเถาะ : ปางอธิษฐานเพศบรรพชิต

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวายกขึ้นวางบนพระอุระ (อก) เบนฝ่าพระหัตถ์ไปทางซ้าย (บางตำราใช้ปางปัจจเวกขณะเป็นพระประจำปีเถาะ)

 

ความเป็นมา เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกพ้นเขตกรุงกบิลพัสดุ์จนมาถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา จึงเสด็จลงจากหลังม้า ประทับเหนือหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำ รับสั่งแก่นายฉันนะว่า พระองค์จักบรรพชาถือเพศเป็นบรรพชิต ณ ที่นี้ ให้นำเครื่องประดับและม้ากัณฐกะกลับพระนคร เจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งพระทัยว่า เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงจะเสด็จกลับมาเทศนาโปรดพระประยูรญาติ

 


 

พระประจำปีมะโรง : ปางโปรดองคุลิมาลโจร

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบทยืน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระวรกาย พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) นิ้วพระหัตถ์ตั้งตรง หันฝ่าพระหัตถ์ไปทางซ้าย

 

ความเป็นมา อหิงสกกุมารบุตรพราหมณ์ปุโรหิตแห่งสาวัตถี ได้ศึกษาสรรพวิชาอยู่ ณ สำนักทิศาปาโมกข์ เมืองตักศิลา ผู้เป็นอาจารย์ถูกยุยงว่า อหิงสกะหมายล้มล้างตน จึงหาทางกำจัดโดยยืมมือผู้อื่นฆ่า และบอกว่าจะสอน “วิษณุมนต์” ให้ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องหานิ้วมือมนุษย์จำนวนหนึ่งพันนิ้วจากหนึ่งพันคนมาบูชาครู พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระอนาคตังสญาณว่า อหิงสกะ หรือองคุลีมาลโจร จอมโจรผู้มีนิ้วมือเป็นมาลัย กำลังจะทำกรรมหนัก เพราะกำลังจะฆ่ามารดา จึงเสด็จไปขวางทาง องคุลีมาลโจรตะโกนว่า “หยุดก่อนสมณะ” พระพุทธองค์ทรงรับสั่งว่า “เราหยุดแล้ว… แต่ท่านนั่นแหละยังไม่หยุด” พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมจนองคุลีมาลทูลขอบรรพชา พระพุทธองค์จึงทรงประทานการบวชให้ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านพระองคุลีมาล เมื่อบวชแล้วท่านได้ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในกาลต่อมา

 


 

พระประจำปีมะเส็ง : ปางทรงรับอุทกัง (น้ำดื่ม)

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาทรงบาตรวางบนพระชานุ (เข่า) เป็นกิริยายื่นบาตรออกรับอุทกัง คือ รับน้ำ

 

ความเป็นมา เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ ได้จัดภัตตาหารอันประณีตไว้ถวายพร้อมสุกรมัททวะ หลังจากที่เสวยภัตตาหารของนายจุนทะแล้ว พระพุทธองค์ทรงพระประชวรโรคโลหิตปักขัณทิกาพาธ แต่ก็เสด็จไปยังเมืองกุสินารา ระหว่างทางทรงกระหายน้ำเป็นกำลัง จึงรับสั่งให้พระอานนท์นำน้ำมาถวาย พระอานนท์กราบทูลว่ามีเกวียน 500 เล่มเพิ่งข้ามแม่น้ำไป ทำให้น้ำขุ่นไม่ควรเสวย และเชิญเสด็จไปยังแม่น้ำอีกสายที่อยู่ใกล้ๆ แต่ทรงรับสั่งให้พระอานนท์ไปนำน้ำมา พระอานนท์ทูลทัดทานถึง 2 ครั้ง  และครั้งที่ 3 จึงทำตามพระบัญชา เมื่อพระอานนท์นำบาตรไปตักน้ำมาถวาย น้ำกลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัวเป็นอัศจรรย์ พระพุทธองค์จึงเสวยน้ำนั้น

 


 

พระประจำปีมะเมีย : ปางสนเข็ม

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในอิริยาบถจับเข็ม พระหัตถ์ขวาจับเส้นด้ายเป็นกิริยาสนเข็ม

 

ความเป็นมา ครั้งหนึ่งพระจีวรของพระอนุรุทธเถระเก่ามาก ท่านจึงแสวงหาผ้าบังสุกุลเพื่อมาทำจีวร พระเถระพบผ้า 3 ผืนที่กองหยากเยื่อจึงเก็บมา ในสมัยโบราณการทำจีวรต้องตัดเย็บและย้อมเอง พระสงฆ์ทั้งหลายจึงมาช่วยกันอย่างพร้อมเพรียง แบ่งหน้าที่กันทำตามความเหมาะสม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงช่วยร้อยด้ายเข้าในบ่วงเข็ม (สนเข็ม) เมื่อพระรูปใดด้ายหมดก็ส่งเข็มถวาย พระพุทธองค์ก็ทรงสนเข็มประทาน จนการเย็บจีวรสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี

 


 

พระประจำปีมะแม : ปางประทานพร (ยืน)

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบทยืน ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นเสมอพระอุระ (อก) แบฝ่าพระหัตถ์ออกไปข้างหน้า พระหัตถ์ขวาห้อยลง แบฝ่าพระหัตถ์ออกไปข้างหน้า บางแบบยกพระหัตถ์ขวาขึ้น ห้อยพระหัตถ์ซ้ายลง

 

ความเป็นมา มหาอุบาสิกาวิสาขา บุตรีของธนัญชัยเศรษฐี เป็นหญิงที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเบญจกัลยาณี ได้แก่ มีผมงาม เนื้องาม ฟันงาม ผิวงาม วัยงาม นางมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และเป็นพระโสดาบันบุคคลตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ในช่วงฤดูฝนในพรรษาหนึ่ง นางวิสาขาให้นางทาสีของนางมานิมนต์พระภิกษุ พอดีฝนตก พระภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร นางทาสีเข้าใจว่าเป็นนักบวชลัทธิชีเปลือย จึงกลับไปบอกนางวิสาขา

หลังจากถวายภัตตาหารและพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว นางวิสาขาจึงกราบทูลขอประทานพรจากพระพุทธองค์เพื่อถวายสิ่งของต่างๆ แก่ภิกษุ ภิกษุณี ได้แก่ ผ้าอาบน้ำฝน อาหารสำหรับภิกษุอาคันตุกะ อาหารสำหรับภิกษุผู้เตรียมจะไป อาหารสำหรับภิกษุป่วยไข้ อาหารสำหรับภิกษุ ผู้พยาบาลภิกษุ ยาสำหรับภิกษุผู้ป่วยไข้ ขอให้ได้ถวายข้าวยาคู ผ้าอาบน้ำสำหรับภิกษุณี พระพุทธองค์ทรงประทานพรทั้ง 8 ข้อแก่นางวิสาขา

 


 

พระประจำปีวอก : ปางปฐมบัญญัติ

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ ยกฝ่าพระหัตถ์ทั้งสอง ตะแคงยื่นออกไปข้างหน้า

 

ความเป็นมา ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นครเวสาลี สุทินกลันทบุตร ได้ฟังพระธรรมเทศนา บังเกิดความเลื่อมใสทูลขอบรรพชาอุปสมบท แต่บิดามารดาอยากให้สึกมาดูแลสมบัติของตระกูล พระสุทินยังยินดีในพรหมจรรย์ บิดาจึงขอทายาทเพราะหากไม่มีผู้สืบสกุล ทรัพย์สินจะถูกยึดตามธรรมเนียม พระสุทินจึงได้ร่วมประเวณีกับภรรยาเก่าตามคำขอร้องและได้บุตรชายคนหนึ่ง ต่อมาท่านรู้สึกไม่สบายใจ จึงเล่าให้ภิกษุทั้งหลายทราบ ความทราบถึงพระพุทธองค์ ทรงติเตียนพระสุทิน ที่ทำกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งแก่สมณะ จึงบัญญัติสิกขาบทว่า “ภิกษุเสพเมถุนต้องขาดจากความเป็นภิกษุทันที” นับเป็นปฐมบัญญัติ คือ ข้อแรกในพระวินัยของพระภิกษุ การประพฤติของพระสุทินสมัยนั้น ถือว่ายังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุ พระพุทธองค์ไม่ทรงเอาผิด เพราะยังมิได้มีสิกขาบทห้ามไว้ แต่ถ้าภิกษุใดทำเช่นนี้อีก ถือว่าปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุทันที

 


 

พระประจำปีระกา : ปางรับมธุปายาส

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ แบฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองยื่นออกไปข้างหน้า เป็นกิริยารับถาดมธุปายาส บางแบบอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ห้อยพระบาท

 

ความเป็นมา เช้าวันเพ็ญวิสาขะ หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (ปีระกา) อันเป็นวันครบรอบพระชนมายุ 35 พรรษา ของพระบรมโพธิสัตว์ นางสุชาดา ธิดาของเศรษฐีผู้หนึ่ง แห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ได้นำถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาส มาแก้บนต่อรุกขเทวดาที่ต้นไทรใหญ่ ครั้นแลเห็นพระบรมโพธิสัตว์ประทับ ณ โคนต้นไทร ทรงรัศมีออกจากพระวรกายแผ่ซ่านไปทั่วปริมณฑล นางสุชาดาเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดา จึงนำข้าวมธุปายาสไปถวายพร้อมกับถาดทองคำ พระองค์ทรงแบพระหัตถ์ทั้งสองออกรับถาดข้าวมธุปายาส

 


 

พระประจำปีจอ : ปางชี้อัครสาวก

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาชี้นิ้วออกไปข้างหน้า เป็นกิริยาทรงประกาศอัครสาวก ให้ปรากฏในที่ประชุมสงฆ์

 

ความเป็นมา พระอัครสาวก หมายถึง พระสาวกผู้เลิศ, สาวกผู้ยอดเยี่ยม จำนวน 2 รูป ได้แก่

 

1. พระสารีบุตร ชื่อเดิมของท่านได้แก่ อุปติสสะ เมื่อบวชแล้วได้ 15 วัน พระสารีบุตรได้ฟังพระธรรมเทศนาเวทนาปริคคหสูตร ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ทีฆนขปริพาชก ที่ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ ก็ได้บรรลุพระอรหัต ต่อมาท่านได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางมีปัญญามาก และเป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวา ของพระพุทธเจ้า

 

2. พระมหาโมคคัลลานะ ชื่อเดิมของท่านได้แก่ โกลิตะ ท่านได้บรรลุอรหัตตผล เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า โดยท่านได้รับยกย่องเป็นผู้เลิศในทางมีฤทธิ์มาก ชื่อของท่านนิยมเรียกกันง่ายๆ ว่า พระโมคคัลลาน์

 


 

พระประจำปีกุน : ปางโปรดพญาชมพูบดี หรือปางทรงเครื่อง

 

พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชานุ (เข่า) ทรงเครื่องต้นอย่างพระมหากษัตริย์

 

ความเป็นมา พญาชมพูบดีผู้มีฤทธิ์เดชมาก มีความริษยาพระเจ้าพิมพิสาร เพราะทรงมีปราสาทงดงามกว่าปราสาทของพระองค์ จึงมารุกรานข่มเหง จนพระเจ้าพิมพิสารต้องหนีไปพึ่งพระบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงเนรมิตพระองค์เองเป็นพระเจ้าราชาธิราชที่งดงาม ดุจท้าวมหาพรหม และรับสั่งให้ท้าวสักกเทวราชแปลงเป็นราชทูตไปทูลเชิญพญาชมพูบดีมา พญาชมพูบดีตกตะลึงในความงดงามและความยิ่งใหญ่แห่งพระนครของพระราชาธิราช  จากนั้นพระพุทธองค์ทรงให้โอกาสพญาชมพูบดีแสดงอิทธิฤทธิ์ แต่ก็พ่ายต่อพระพุทธองค์ จึงทรงบันดาลให้ทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม และทรงแสดงธรรมโปรด จนพญาชมพูบดีเบื่อหน่ายในราชสมบัติอันไม่ยั่งยืน ทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่พญาชมพูบดี

 

เครดิตภาพ : www.watthasai.com/pra_year.html

 


share...Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn

ติดตามเรา

บทความแนะนำ

ที่เที่ยวทั่วไทย

  • 5 ร้านกระเป๋าโดนใจหนุ่มสาวคนรักยีนส์

    5 ร้านกระเป๋าโดนใจหนุ่มสาวคนรักยีนส์

    ถ้าพูดถึงยีนส์ ก็คงเป็นสิ่งที่หนุ่มสาวหลายคนชื่นชอบ เพราะเวลาที่จะออกไปไหน นึกอะไรไม่ออกว่าจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน ควรจะใช้กระเป๋าอะไร ยีนส์ถือเป็นตัวเลือ …Read More
About the Author
Top