Slide background
Slide background
Search

ที่สุดในภาคใต้ 5 อุทยานแห่งชาติสุดประทับใจ

แสงแดด ชายทะเล เกาะสวาทหาดสวรรค์ในภาคใต้นั้นมีชื่อเสียงและสวยงามราวกับดินแดนในฝัน

ภูมิภาคนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวในแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบ ขุนเขา และน้ำตก ซึ่งงามอย่างเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ในแบบป่าดิบชื้นของภาคใต้  Thailand Top Vote จึงขอเผยผลสำรวจ  5  อุทยานแห่งชาติในภาคใต้ ที่สุดแห่งความประทับใจ

ของนักท่องเที่ยว ที่รู้สึกว่าไปเยือนแค่ครั้งเดียวคงไม่พอ ต้องวางแผนกลับไปอีกครั้งให้ได้ในเร็ววัน

 

อันดับที่ 5  อุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรี จ.สงขลา

 

เทือกเขาสันกาลาคีรีกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ปกคลุมด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์

เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำเทพา มีแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ และธรรมชาติที่สวยงาม

แหล่งท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น อาทิ ถ้ำกระดูก ภายในถ้ำเป็นลานกว้างคล้ายห้องโถงใหญ่

จุคนได้ราว 50 คน ถ้ำนี้เคยเป็นที่เก็บกระดูกของคนในยุคอดีต และแหล่งท่องเที่ยวบ้านซีหุย

เมื่อราวร้อยกว่าปีมาแล้วที่นี่คือชุมชนใหญ่กลางผืนป่า บนพื้นที่ราบกว้างขวางนับพันไร่โอบล้อมด้วยภูเขาและลำธาร

จนกระทั่งชุมชนล่มสลายลงด้วยโรคระบาด

 

สถานที่ท่องเที่ยวด้านธรรมชาติ มีทั้งถ้ำและเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ถ้ำที่มีชื่อเสียงคือ ถ้ำตลอด ถ้ำผึ้ง และถ้ำกระดูก

อุทยานแห่งชาติได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ บริเวณบางเทพาถึงบ้านซีหุย

ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร บางเทพาเกิดจากสายน้ำสองสายที่ไหลมาบรรจบกันคือ คลองลำหลอดกับคลองเทพา

ได้พัดเอาตะกอนดินทรายมาทับถมเกิดเป็นลานกว้างหาดทราย จากบ้านซีหุยถึงถ้ำกระดูก-ถ้ำผึ้ง

ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ชมธรรมชาติป่าเขาอันร่มรื่น รื่นรมย์ไปกับเสียงร้องของนกนานาชนิด

และชมฝูงค้างคาวที่อาศัยอยู่ภายในถ้ำนับแสนตัว หรือจะเดินป่าเข้าไปชมแม่น้ำเทพา ลำน้ำสายสำคัญของจังหวัดสงขลา

โดยเดินทางจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปอีก 17 กิโลเมตร ถึงบ้านบาโหย จากนั้นต้องเดินเท้าผ่านป่าทึบ

เข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จึงจะได้เห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำเทพา ซึ่งสองฝั่งน้ำเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ของป่าดิบชื้น

 

 

อันดับที่ 4 อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว จ.ระนอง

 

น้ำตกหงาว คือสัญลักษณ์คู่เมืองระนอง สีขาวของน้ำตกหงาวที่ไหลตกลงมาจากหน้าผาสูงมองเห็นอยู่ไกลลิบ

เมื่อเดินทางผ่านตัวเมืองระนอง ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมีที่ราบน้อยมาก

ทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกที่สวยงามมากมายหลายแห่งด้วยกัน เช่น น้ำตกหงาว น้ำตกคลองเพรา

น้ำตกเชี่ยวคล้าย น้ำตกบางริ้น น้ำตกโตนตูน น้ำตกกอเตย น้ำตกกำแพงยักษ์ น้ำตกเหวม่วง น้ำตกเหวพร้าว

น้ำตกห้วยขอน น้ำตกคลองหรั่ง น้ำตกทับขอน และน้ำตกโตนทอง เป็นต้น และมีกิจกรรมล่องแก่งที่คลองแย

ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ธันวาคม

 

นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อาทิ เส้นทางเดินป่าพิชิตยอดเขาน้ำตกหงาว เพื่อสัมผัสบึงน้ำมรกต

บึงน้ำสีเขียวมรกตขนาดใหญ่ เกิดจากการทำเหมืองแร่ในอดีต กลางหุบเขาต้นน้ำของน้ำตกหงาว

ชมทิวทัศน์ภูเขาหญ้า UNSEEN เมืองระนอง จุดชมวิวที่สวยที่สุด สัมผัสทะเลหมอกยามเช้า และชมพระอาทิตย์ตก

ชายฝั่งทะเลอันดามัน เส้นทางพิชิตยอดเขาน้ำตกหงาว นี้ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2-3 ชั่วโมง สามารถพักแรมกางเต็นท์

นอนดูดาวบนยอดเขาได้ สำหรับผู้ชื่นชอบการเดินป่า ยังมีเส้นทางเดินป่าอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น เส้นทางเดินป่า

เขาพ่อตาจีนจอด และเส้นทางเดินป่าพิชิตยอดเขานมสาว

 

เมืองระนองขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำแร่ ภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาวมีบ่อน้ำร้อนพรรั้ง สายน้ำแร่ร้อนที่มีอุณหภูมิสูง

ประมาณ 35-40 องศาเซลเซียล ไหลซึมออกมาจากผิวดิน กระจายเป็นแอ่ง มีตาน้ำมากถึง 13 ตาน้ำ มีทั้งบ่อน้ำร้อน

แบบแช่เท้า บ่อน้ำร้อนแบบแช่ทั้งตัว และที่อาบน้ำกลางแจ้ง เป็นการอาบน้ำแร่แบบใกล้ชิดธรรมชาติ

ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดระนอง

 

 

อันดับที่ 3 อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา

 

ขึ้นชื่อเรื่องประเพณีปล่อยเต่า และดูเต่าในคืนเดือนหงายที่หาดท้ายเหมือง หาดท้ายเหมืองอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน

เป็นหาดทรายขาวสะอาดยาวประมาณ 13 กิโลเมตร ด้านตะวันออกติดป่าชายเลน เป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานฯ

ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ จะมีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ จึงมีกิจกรรมเดินดูเต่าไข่ในตอนกลางคืนเดือนหงาย

และช่วงที่ไข่เต่าฟักเป็นตัวจะมีการปล่อยเต่าลงทะเล เรียกว่า ประเพณีปล่อยเต่า จัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมทำกิจกรรมในงานประเพณีอนุรักษ์เต่าทะเล การปล่อยเต่าทะเล การดูเต่าทะเลวางไข่

โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องปฏิบัติตามกฎที่อุทยานแห่งชาติกำหนด เพื่อไม่เป็นเป็นการรบกวนเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่

 

สภาพพื้นที่ของอุทยานแห่งนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ชายหาดท้ายเหมือง และป่าเขาลำปี ซึ่งมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์

มีน้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง มียอดเขาขนิม จุดชมทิวทัศน์ที่มองเห็นทะเลอันดามัน และทิวทัศน์ของลำน้ำ

ที่ไหลคดเคี้ยวออกสู่ทะเลอันดามัน

 

ภายในอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ ทุ่งเสม็ด

อยู่ทางตอนกลางของหาดท้ายเหมือง เป็นป่าเสม็ดขาวล้วนในพื้นที่ 1,000 ไร่ บนดินทรายขาวละเอียด

 

น้ำตกโตนไพร เป็นน้ำตกที่มีความสูงใหญ่ เกิดจากเขาโตนย่านไทร สภาพป่าโดยรอบร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่

มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติโตนไพร เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาธรรมชาติป่าดงดิบ และน้ำตกลำปี

เป็นน้ำตกขนาดกลาง มี 4 ชั้น ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาลำปี ชั้นล่างเป็นอ่างน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำตลอดปี

หรือจะไปเดินป่าศึกษาธรรมชาติระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของป่า 3 ประเภทคือ ป่าชายหาด ป่าพรุ และป่าชายเลน

ที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติปาง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาลำปี – หาดท้ายเหมือง ไปทางทิศเหนือ

ประมาณ 5 กิโลเมตร อยู่ในบริเวณที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ลป.3 (ปาง)

เดิมเป็นพื้นที่สัมปทานเหมืองเรือขุดแร่ดีบุก และปัจจุบันยังหลงเหลือซากเรือขุดแร่ดีบุกทำด้วยคอนกรีตลอยอยู่ในบึงน้ำ

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชายหาดที่นี่ได้ชื่อว่า หาดท้ายเหมือง

 

 

อันดับที่ 2 อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล

 

ได้ชื่อว่ามีแนวปะการังที่สวยงามเหมาะกับการดำน้ำตื้นและดำน้ำลึก มีชายหาดและเกาะที่โดดเด่น

จนได้ชื่อว่า “มัลดีฟส์เมืองไทย” เกาะตะรุเตายังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเรื่องราวของ “โจรสลัดเกาะตะรุเตา”

ที่เลื่องชื่อในอดีต พื้นที่บนเกาะต่างๆ มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ ในทะเลอุดมด้วยกลุ่มปะการังหลากสีงดงาม

ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 51 เกาะ มีเกาะที่มีขนาดใหญ่ 7 เกาะคือ เกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี

เกาะหลีเป๊ะ เกาะกลาง เกาะบาตวง และเกาะบิสสี โดยจัดแบ่งออกเป็นหมู่เกาะใหญ่ๆ ได้ 2 หมู่เกาะคือ

หมู่เกาะตะรุเตา และหมู่เกาะอาดัง-ราวี

 

เกาะตะรุเตา เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด พื้นที่อ่าวตะโละวาว อยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะตะรุเตา

ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 12 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ในอดีตเคยถูกใช้เป็นที่ตั้งนิคมฝึกอาชีพ

หรือทัณฑสถาน จองจำนักโทษอุกฉกรรจ์และนักโทษการเมือง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484-2488)

เกาะตะรุเตาถูกตัดขาดออกจากแผ่นดินใหญ่ ขาดแคลนอาหาร ยา และเครื่องใช้ต่างๆ ผู้คุมนักโทษได้ทำตัวเป็นโจรสลัด

เข้าปล้นสะดมเรือบรรทุกสินค้าที่แล่นผ่านไปมา จนมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะ “โจรสลัดเกาะตะรุเตา” ที่เหี้ยมโหด

ในที่สุดรัฐบาลไทยและทหารอังกฤษได้เข้าปราบโจรสลัดเกาะตะรุเตาสำเร็จในปี พ.ศ. 2489

ปัจจุบันบริเวณพื้นที่อ่าวตะโละวาวพบเห็นมูลดิน ซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง ร่องรอยของทัณฑสถานสมัยสงครามโลก

และสุสานนักโทษ 700 ศพ ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติและประวัติศาสตร์

ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจ

 

ส่วนนักท่องเที่ยวผู้นิยมธรรมชาติและชอบการดำน้ำมักไปพักที่เกาะหลีเป๊ะ ที่เป็นเหมือนศูนย์รวมบริการต่างๆ

ทั้งที่พัก เรือนำเที่ยว และบริการด้านการดำน้ำชมปะการัง เกาะนี้เป็นที่อยู่ของชุมชนชาวเล มีที่พักของเอกชน

ร้านค้าและร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยว อยู่ห่างจากที่ทำการ 47 กิโลเมตร จากที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือ

ออกไปชมเกาะต่างๆ อาทิ เกาะไข่ หมู่เกาะอาดัง-ราวี เกาะหินงาม เกาะกระ รวมถึงออกไปดำน้ำลึก

หรือดำน้ำตื้นตามแหล่งที่มีปะการังสวยงาม

 

 

อันดับที่ 1 อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฏร์ธานี

 

โดดเด่นด้วยทิวทัศน์แปลกตาของเกาะน้อยใหญ่โผล่พ้นน้ำในทะเลสาบ จนได้ชื่อว่าเป็น “กุ้ยหลินเมืองไทย”

ด้วยพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติด้านทิศเหนือเกือบทั้งหมดเป็นทะเลสาบเขื่อนรัชชประภา(เขื่อนเชี่ยวหลาน)

ซึ่งสร้างปิดกั้นคลองพะแสง ก่อให้เกิดเกาะเล็กเกาะน้อยที่เป็นภูเขาหินปูนยอดแหลมโผล่พ้นน้ำ

เป็นทิวสลับซับซ้อนประมาณ 165 เกาะ พร้อมแนวหน้าผาสูงชันรายล้อมทะเลสาบ เกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงาม

ราวกับภาพวาด ภายในเขื่อนเชี่ยวหลานยังมีกิจกรรมนอนค้างบนแพพักกลางเขื่อน เล่นน้ำ และพายเรือคายัค

 

อุทยานแห่งชาติเขาสกแบ่งจุดท่องเที่ยวออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนของเขื่อนเชี่ยวหลาน และส่วนเขาสกภาคพื้นดิน

ที่เป็นที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสก โปรแกรมท่องเที่ยวที่นิยมคือ ภาคทะเลสาบนิยมล่องเรือชมวิวทิวทัศน์

เหนือเขื่อนเชี่ยวหลานที่ได้ชื่อว่า กุ้ยหลินเมืองไทย เที่ยวถ้ำประการัง ถ้ำน้ำทะลุ ชมเขาสามเกลอ นอนพักบนแพ

ในเขื่อนเชี่ยวหลาน เล่นน้ำ และพายเรือคายัค ส่วนวันที่สองกลับขึ้นมายังฝั่งเที่ยวเขาสกส่วนภาคพื้นดิน

เดินป่าไปชมน้ำตก และชมดอกบัวผุด พืชพรรณที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาสก บัวผุดเป็นดอกไม้

ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 70-80 เซนติเมตร เป็นกาฝากชนิดหนึ่งโผล่เฉพาะดอก

ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่สีแดงคล้ำหรือน้ำตาลปนแดงคล้ำ ขึ้นมาจากพื้นดินในช่วงฤดูฝนหรือในระยะที่อากาศและพื้นดิน

ยังมีความชุ่มชื้นสูง ดอกบัวผุดจะบานในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม

 

 

 

สำรวจข้อมูล /เรียบเรียงโดย
Thailand Top Vote

(เข้าชมวันนี้: 2 )
  • 133
    Shares
About the Author

Recommended for you

@ กิน เที่ยว ทั่วไทย ทันกระแส ไม่ตกเทรนด์
Top