Search

 

 

ย้อนเวลาพาออเจ้าเที่ยว 6 แลนด์มาร์ก ตามรอยละครบุพเพสันนิวาส

หากพูดถึงละครที่กำลังเป็นกระแสติดลมบนในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นที่ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าคือละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ที่ทำเอาหลายคนติดงอมแงมกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ในละครที่สร้างสรรค์ความสนุกชวนให้ติดตามออกมาได้อย่างลงตัว วันนี้ Thailand Top Vote เลยขอเอาใจพาเหล่าออเจ้าทั้งหลายไปท่องเที่ยวตามหาพี่หมื่นกับ ที่เที่ยวอินเทรนด์ 6 แลนด์มาร์ก ตามรอยละครบุพเพสันนิวาส ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

 

1. วัดไชยวัฒนาราม

 

บุพเพสันนิวาส

 

วัดไชยวัฒนาราม หรือ วัดชัยวัฒนาราม เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านป้อม อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 5 แห่งอาณาจักรอยุธยาโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2173 รวมอายุจนถึงปัจจุบันก็ 388 ปี โดยสถาปัตยกรรมภายในของวัด จะมีรูปแบบคล้ายกับศิลปะขอม คือ มีพระปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง และมีปรางค์บริวารอยู่รายล้อม มีการกล่าวกันว่าพระเจ้าปราสาททองสร้างที่นี่ขึ้นก็เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเขมรด้วยเช่นกัน

 

บุพเพสันนิวาส

 

สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดในวัด คือ “พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ” ปรางค์ประธานที่ตั้งอยู่บริเวณกลางวัด มีลักษณะเป็นปรางค์จัตรุมุข อยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่มุมฐานทั้ง 4 ด้านก็มีปรางค์ประจำทิศอยู่ทั้งสี่มุมยอดปรางค์ทำเป็นรัดประคดซ้อน 7 ชั้น ส่วนบนสุดเป็นทรงดอกบัวตูม ลักษณะคล้ายกับปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้น 

 

อีกสิ่งที่ห้ามพลาดอีกอย่าง ก็คือ “ระเบียงคต” ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อเมรุ (อาคารทรงยอดแหลมที่อยู่รายรอบพระปรางค์ประธานทั้ง 8 หลัง) ทั้ง 4 ทิศเข้าด้วยกัน โดยที่ระเบียงคตนี้ จะมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยเก่าแก่ตั้งอยู่มากกว่า 100 องค์ เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นแบบโบราณอายุเป็นร้อยๆ ปี ปัจจุบันโดนตัดเศียรไปเกือบหมดแล้ว นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ภายในวัดวัดไชยวัฒนารามอีก เช่น พระอุโบสถ และภาพปูนปั้น เป็นต้น

 


 

2. วัดพุทไธศวรรย์

 

บุพเพสันนิวาส

 

วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ที่ ต.สำเภาล่ม อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัดหนึ่ง ปรากฏตามตำนานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ตรงนี้มี ชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า “ตำบลเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก” ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึง พ.ศ. 1896 จึงโปรด ให้สร้างวัดนี้ขึ้นเป็นพระราชอนุสรณ์ ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จมาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม และพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาก็คงจะได้โปรด ให้สร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง อนึ่ง เมื่อเสียกรุงฯ ในปี พ.ศ. 2310 วัดพุทไธศวรรย์ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกพม่า ทำลายเหมือนวัดอื่นๆ ทุกวันนี้ จึงยังมีโบราณสถานไว้ชมอีกมากมาย

 

บุพเพสันนิวาส

 

ภายในวัด มีสิ่งที่น่าสนใจ คือ ปรางค์ประธาน องค์ใหญ่ศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่กึ่งกลางอาณาเขตพุทธาวาสบนฐานไพที ซึ่งมีลักษณะย่อเหลี่ยมมีบันไดขึ้น 2 ทาง คือ ทางทิศตะวันออก และทางทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือทิศใต้มีมณฑปสองหลังภายในพระมณฑปมีพระประธาน พระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ประจำอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตำหนักนี้อยู่ในสภาพค่อนข้างทรุดโทรม แต่ภายในผนังของตำหนัก มีภาพสีเกี่ยวกับเรื่องหมู่เทวดา นักพรต นมัสการพระพุทธบาท และเรือสำเภาตอนพระพุทธโฆสะไปลังกา ภาพเหล่านี้อยู่ในสภาพไม่ชัดเจนนัก นอกจากนี้ ยังมีพระอุโบสถอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของปรางค์ หมู่พระเจดีย์สิบสององค์, วิหารพระนอน และตำหนักท้าวจตุคามรามเทพ

 


 

3. ป้อมเพชร

 

บุพเพสันนิวาส

 

ป้อมเพชร ตั้งอยู่ที่ ถ.อู่ทอง ต.หอรัตนโชย อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา ใกล้กับ วัดพนัญเชิง เป็นป้อมปราการป้อมเดียวที่ยังเหลืออยู่จากเดิมที่มีอยู่ 29 ป้อม รูปทรงป้อมแบบหกเหลี่ยม ผนังก่อด้วยอิฐสลับด้วยศิลาแลง มีช่องเชิงเทินก่อเป็นรูปโค้ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของปืนใหญ่ประจำป้อม สร้างในสมัยของพระมหาจักรพรรดิ์ (กษัตริย์องค์ที่15) เพื่อป้องกันข้าศึกที่จะมาทางน้ำ เป็นที่บรรจบระหว่างแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถือเป็นท่าเรือสินค้าที่สำคัญในอดีต รวมถึงเป็นย่านที่พักอาศัยของพ่อค้าชาวจีน ฮอลันดา และฝรั่งเศส อีกด้วย

 


 

4. วัดเชิงท่า

 

บุพเพสันนิวาส

 

วัดเชิงท่า เป็นวัดเก่าที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทอง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง ตั้งอยู่ที่ ต.วาสุกรี อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เมื่อพระยาโกษาปานราชทูตไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กลับมาจากฝรั่งเศสแล้วได้มาปฏิสังขรณ์วัดนี้ รวมถึงยังเคยเป็นสถานศึกษาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาภาษาไทย ขอม และพระไตรปิฎกที่วัดนี้

 

บุพเพสันนิวาส

 

บริเวณวัดยังมีโบราณสถานสำคัญประจำวัด  ได้แก่ ปรางค์ห้ายอดสมัยอยุธยา ซึ่งมีลักษณะพิเศษหาที่อื่นไม่ได้ โดยก่อฐานพระปรางค์เป็นทรงแท่งสี่เหลี่ยมจตุรัส และสร้างวิหารยื่นออกไปเป็นรูปกากบาทหรือไม้กางเขนโดยเฉพาะทางทิศใต้ซึ่งเป็นหน้าวัดแต่เดิม สร้างเป็นวิหารขนาดใหญ่ เป็นมหาปราสาทยอดปรางค์ ที่พบที่วัดเชิงท่านี้แห่งเดียว

 

นอกจากนี้ยังมี ศาลาการเปรียญ ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในมีธรรมาสน์ปิดทองคำเปลวงดงาม ลายจำหลักไม้หน้าบัน ว่ากันว่าเป็นของเดิมที่เหลือรอดมาจากครั้งกรุงแตก ซึ่งย้ายมาจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระราชวังโบราณ และยังมีงานช่างฝีมือเล็กๆ น้อยๆ  มากมาย เช่น ลายจำหลักไม้ที่ส่วนบน ที่เรียกว่า นมบนของอกเลา หรือสันกลางบานประตูหน้าต่าง ซึ่งสลักลวดลายแต่ละบานไม่ซ้ำกันเลย ทั้งลายไทย จีนและฝรั่งเสาแต่ละต้นก็มีลายมือสมัยรัชกาลที่ 4 เขียนไว้อย่างบรรจง ถึงชื่อช่างที่เขียนลายประดับเสาต้นนั้นๆ

 


 

5. วัดธรรมาราม

 

บุพเพสันนิวาส

 

วัดธรรมาราม เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ไม่ปรากฎว่าสร้างมาแต่รัชสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง แต่สันนิษฐานว่าสร้างมาแล้วไม่น้อยกว่า 414 ปี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ต.บ้านป้อม อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา อนึ่งวัดนี้ หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ.ศ. 2310 อันเป็นการเสียกรุงครั้งสุดท้าย พม่าได้เผาทำลายเสียสิ้นกลายเป็นวัดร้าง จนถึงรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงศรัทธาเสด็จมาบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั่วทั้งพระอาราม เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จบริบูรณ์แล้ว ได้ประทานนามให้ใหม่ว่า “วัดราชธรรมาวาศวรวิหาร” มีฐานะเป็นพระอารามหลวงวัด

 

บุพเพสันนิวาส

 

พระอุโบสถของวัดนี้ เป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นพระอุโบสถขนาดย่อม ก่อผนังหุ้มกลองหน้าหลังเชื่อมผนังเป็นหน้าบันยันอกไก่ และปั้นปูนเป็นรูปลายเครือเถา ประดับถ้วยชาม และปั้นปูนลวดลายในตรงที่เป็นช่อฟ้าใบระกา ภายในมีโบราณสถานวัดธรรมาราม สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาระหว่างประเทศไทยและศรีลังกาครบรอบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2546 และครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับศรีลังกา ในปี 2548 นับเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง

 


 

6. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

 

บุพเพสันนิวาส

 

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ภายในเมืองเกาะอยุธยา อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 มีขอบเขตพื้นที่ตามประกาศกรมศิลปากร รวมพื้นที่ทั้งสิ้นราว 3,000 ไร่ ภายในเต็มไปด้วยโบราณสถานที่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น พระราชวัง วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวิหารพระมงคลบพิตร เป็นต้น

 

บุพเพสันนิวาส

 

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าโดดเด่น จนได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลก จากการประชุม ณ กรุงคาร์เรจ ประเทศตูนิเซีย ในปี พ.ศ. 2536 ด้วยหลักเกณฑ์ที่ว่า เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่ง หรือเป็นพยาน หลักฐานแสดงขนบธรรมเนียมประเพณี หรืออารยธรรมซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ หรืออาจสูญหายไปแล้ว

 


 

(เข้าชมวันนี้: 1 )
 

บทความแนะนำ

ที่พักผ่อนสบาย

ไปเที่ยวกันมั้ย!

ผู้หญิงต้องรู้

 

About the Author
@ กิน เที่ยว ทั่วไทย ทันกระแส ไม่ตกเทรนด์
Top